2006/May/28

ปฏิณญาฟินแลนด์ ช่วงนี้มีการพูดถึงกันเหลือเกิน สำหรับไม่รู้สิ แต่ว่าก็น่าเชื่อว่าเป็นไปได้นะ ส่วนรายละเอียดจะไม่ขอพูดถึงแล้วกัน จะมาว่ากันเรื่องหนึ่งซึ่งน่าสนใจเหมือนกัน ซึ่งเป็น1ในหัวข้อของปฏิณญาฟินแลนด์
นั้นก็คือ เรื่องของพรรคการเมือง
ประเทศไทยเป็นประเทศหนึ่งที่มีพรรคการเมืองมากที่สุด น่าจะเรียกได้ว่ามากที่สุดในโลกก็ว่าได้ ซึ่งในการเลือกตั้งที่ผ่านมาเมื่อวันที่ 2 เมษายน นั้น เชื่อว่ามีคนส่วนหนึ่งไม่ทราบว่ามีพรรคชื่อเหล่านี้ด้วยหรือ ครับ นั้นคือพรรคเล็กพรรคน้อยนั้นเอง จะไม่ขอพูดแล้วกันว่ามีพรรคอะไรบ้างเดียวจะยาว ทำไมประเทศไทยจึงมีพรรคการเมืองเยอะขนาดนี้ เนื่องจากรัฐธรรมนูญครับ ซึ่งมีหลักดังนี้คือ "บุคคลจะร่วมกันเพื่อจัดตั้งพรรคการเมือง เพื่อแสดงเจตนาทางการเมืองก็ได้"
แต่รัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดครับว่าให้มีพรรคการเมืองได้ทั้งหมดกี่พรรค โดยเจตนาของรัฐธรรมนูญ ผมเชื่อว่าการที่เปิดช่องไว้เช่นนี้ คงเป็นเพราะ ไม่ต้องการให้มีพรรคการเมืองที่มีการผูกขาด แต่คงจะไม่ได้คำนึงถึงบทบัญญัติอื่นๆ ซึ่งมีความสอดคล้องกับ ระบบแบบพรรคการเมือง 2 พรรค
ที่นี่การเมืองปัจจุบันนั้น เรื่องพรรคเล็กๆไม่ต้องพูดถึงเลยครับสมาชิกพรรคก็น้อย และรวมถึงทุนทรัพย์ซึ่งจะต้องใช้จ่ายในการหาเสียงแต่ละครั้ง ดังนั้น พรรคเล็กๆนั้นการจะส่งผู้สมัครให้ครบทีมนั้นเป็นไปได้ยากมาก โดยเฉพาะปัญหาเรื่องของทุนทรัพย์ และประการสำคัญของพรรคเล็กๆคือ เรื่องเสถียรภาพนั้นจะไม่มีแน่ครับ เพราะว่าอย่างไรก็ตาม หากพรรคเล็กๆได้เป็นพรรคจัดตั้งรัฐบาลๆจริงๆละก็ ต่อให้สอบได้หมดพรรคก็เถอะก็ไม่มีทางจะได้เป็นรัฐบาลพรรคเดียวแน่นอนครับ
ส่วนพรรคใหญ่ๆนั้น สมาชิกพรรคนั้นก็จะมีเยอะ จนสามารถส่งลงได้ทุกเขต บัญชีรายชื่อก็ครบ100 ดังนั้นเรื่องเสถียรภาพตัดออกไปได้เลย อย่างเต็มที่รัฐบาลผสมก็จะมี2พรรค ในขณะที่พรรคเล็กๆนั้น อาจจะต้องมีถึง 3-4 เลยทีเดียว ส่งผลให้ยุบสภาเร็วขึ้น จากความขัดแย้งระหว่างฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติ
จากเหตุนี้เอง คนส่วนใหญ่ที่เป็นคอการเมือง ก็จะตัดพรรคเล็กออกไป ก็จะเหลือแต่พรรคใหญ่ๆเท่านั้น ซึ่งในตอนนี้ก็มี พรรคไทยรักไทย พรรคประชาธิปัตย์ พรรคชาติไทย พรรคมหาชน ซึ่งก็จะเหลือเพียง4พรรค ตอนนี้มีพรรคประชาราษฏร์ อีกพรรคหนึ่ง ก็ไม่รู้ว่าจะเป็นพรรคเล็กหรือพรรคใหญ่
ต้องยอมรับว่าพรรคไทยรักไทยนั้น ซึ่งเป็นพรรคหนึ่งที่มีพรรคต่างๆเข้ามายุบรวมพรรค มากที่สุดจนกลายเป็นพรรคใหญ่พรรคหนึ่ง ซึ่งก็จะมีหัวคะแนนจากที่ต่างๆมารวมกัน ก็จะทำให้คะแนนที่เทให้พรรคอื่นมาที่พรรคนี้มากขึ้น
ต่อจากนี้เป็นความเห็นส่วนตัวนะครับ
ในความเห็นของผม หากจะต้องเลือกตั้งอีกครั้ง ตัวเลือกผมก็จะมีเพียง4พรรคดังที่กล่าวมาแล้วนั้นแหละครับ ไทยรักไทย แน่นอนไม่ใช่ตัวเลือกผมแน่นอน แล้วทีนี้ละ อีก3พรรค ละเป็นอย่างไร ประชาธิปัตย์ พรรคนี้ถูกมองว่าช้า แล้วก็ค้านเรื่องไม่เป็นเรื่อง ชาติไทย พรรคนี้ก็ถูกมองว่าเป็นปลาไหลซึ่งเป็นฉายาของพรรคนี้ ก็คือเข้าได้ทุกขั้ว แต่เพราะอย่างนี้เองนั้นแหละครับ จึงกลายเป็นว่า ไม่มีทางจะได้เป็นผู้นำฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน เป็นแต่เสียงสนับสนุน พรรคมหาชน พรรคนี้สมาชิกส่วนหนึ่ง ออกมาจากประชาธิปัตย์เสียส่วนมาก การเกิดขึ้นของพรรคนี้เกิดจากแนวคิดพรรคทางเลือกที่3 ดังนั้นผมจะเลือก1จาก3ตัวเลือกนี่ละครับ เลือกเพื่อให้ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล
สำหรับเรื่อง2พรรคนั้น ผมเชื่อว่าคนส่วนใหญ่จะถามว่า ถ้าไม่เอาไทยรักไทย แล้วจะเลือกใคร? เป็นคำถามที่ได้ยินมาบ่อยมาก ดังนั้นเสียงส่วนใหญ่ก็จะตกเทไปที่ไทยรักไทยเสียส่วนมาก สำหรับคนที่ไม่เอาไทยรักไทย ก็ต้องเลือก1ใน3เช่นเดียวกับผมนั้นแหละครับ ส่วนใครจะมองอย่างไรเลือกพรรคไหนก็ขึ้นอยู่แต่ตัวบุคคล ผมจะไม่ชี้นำ แต่ผมจะบอกเพียงว่า ในขณะนี้ผมมองเห็นการเมืองไทยที่เป็นแบบระบบ2พรรค พรรคใดบ้างจะไม่พูดถึง ดังนั้นหากคะแนนเสียง ส่วนใหญ่เทให้พรรคใดพรรคหนึ่ง และคาดว่าจะเกินครึ่ง ก็ต้องเดาใจว่ามันจะเกินครึ่งหรือไม่ ถ้ามองว่ามีสิทธิเกินละก็ ก็จะต้องมองต่อไปว่า คนนั้นไว้ใจผู้สมัครพรรคใดรองลงมา แล้วก็เอาคะแนนไปเติมตรงนั้น แล้วก็วัดดวงกันครับวันรุ่งขึ้นเมื่อประกาศผล
ผมจะยกตัวอย่างเพื่อให้เห็นภาพง่ายขึ้น
ในเขต1 มีผู้สมัคร3คน เบอร์1 เบอร์2 และเบอร์3 เรียงลำดับ สมมติแบบนี้ครับว่า ในการเลือกตั้งครั้งนี้นั้น มีผู้สมัครเบอร์1 คาดว่าน่าจะได้คะแนนกว่าครึ่งหนึ่ง สมมติอีกว่ามีผู้ลงคะแนนทั้งสิ้น 300คน ปรากฎว่า140คนลงให้เบอร์1 ส่วนที่เหลืออีก 160ละครับ ถ้าหากเป็นพรรคใหญ่ๆละก็ คะแนนก็จะกระจายกันออกไปที่นี้มันเกิดเป็นแบบนี้ครับ 160คนที่เหลือนี่เกิดว่าสบตาก็รู้ใจกัน ว่า เอ๊ะให้พรรคเบอร์1ต้องได้แน่ ถ้าเกิดเสียงแตกไอ้เบอร์1ได้ชัวร์ แต่เราเกิดไม่อยากได้อ่ะครับ ถ้าหากสบตากันแล้วรู้ใจ 160ที่เหลือก็อาจจะเทคะแนนไปที่เบอร์2 หรือเบอร์3 แล้วแต่กรณี หากเกิดกรณีเช่นนี้ แน่นอนครับ ประเทศไทยเป็นระบบพรรคการเมือง2พรรคแน่ๆ
แต่ ณ ตอนนี้ แม้จะมีหลายพรรคการเมือง มันก็เหมือนกับ มีพรรคการเมืองพรรคเด่นพรรคเดียวเหมือนกับสิงคโปร์นั้นแหละครับ เช่นเดียวกันกับการมีพรรคที่เป็นทางเลือกที่3นั้นแหละครับ เสมือนได้เปิดช่องทางให้ระบบ พรรคเด่นพรรคเดียวแล้ว
การเมืองบ้านเราตอนนี้ ถ้าเป็น2พรรค อาจจะไม่ต้องยุ่งยากขนาดนี้ แต่ที่สำคัญก็ต้องแก้รัฐธรรมนูญให้มีการตรวจสอบ ให้ง่ายขึ้น หากฝ่ายรัฐบาลเข้มแข็งจนตรวจสอบไม่ได้ ก็จะเป็นอย่างที่ได้เห็นกันตอนนี้แหละครับ

2006/Apr/28

ที่จริงวันนี้มีการประชุม ประมุขขององค์กรตุลาการ 3ศาล คือศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครอง และศาลฏีกา ส่วนเนื้อหาและประเด็นวันนี้จะไม่ขอออกความเห็นแล้วกันนะครับ
แล้วก็ข่าวเศร้าของวง มอร์นิ่ง มุซุเมะ ก็คือ สมาชิกรุ่นที่5 คอนโนะ อาซามิ และ โอกาว่า มาโกโตะ ซึ่งจบการศึกษานั้นเอง ก็ทำให้สมาชิกของวงจาก10คน ก็จะเหลือเพียง8คน ก็ขอให้ทั้ง12คนประสบความสำเร็จต่อไปนะครับ
ต่อมาเรื่องของเรา ที่จริงก็อดทนมานานละ จนเรียกว่า เหลืออด เหตุการณ์นี้เกิดที่ฝั่งธนไม่ทราบว่าในฝั่งกรุงเทพฯจะมีลักษณะแบบนี้หรือไม่นะครับ
ที่ห้างแห่งหนึ่ง ผมไม่ทราบว่าคนขับคนเหล่านี้ซื้อใบขับขี่มาหรือว่าได้มาอย่างไร หรืออาจจะไม่ได้รับการอบรม การปฎิบัติตามป้ายรถจราจรก็มิทราบ เพราะคนเหล่านี้ ที่ใช้คำว่าเหล่านี้ เนื่องจากว่ามีหลายคนครับ ไม่ได้มีเพียงคนเดียว และเจอจนเหลืออด จะด้วยความเร่งรีบหรืออะไรก็ตาม แต่การขับรถย้อนศรนั้น คงไม่เป็นการดีแน่ ทั้งอุบัติเหตุก็ดี ทั้งความหงุดหงิดของคนก็ดี ฯลฯ อาจจะทำให้เกิดอันตรายได้ทั้งสิ้นครับ แล้วผมต้องยอมคนเหล่านี้ตลอดไปหรือ คำตอบคือไม่ใช่ เรื่องพวกนี้ ผมเชื่อว่าบางคนอาจจะเห็นเป็นเรื่องเล็ก แต่สำหรับผม มันคือการก่อให้เกิดปัญหาต่างนานานะครับ ดังนั้น ผมว่าไม่ใช่เรื่องเล็กแน่ละ
ลองนึกภาพตามดูนะครับ จะรู้สึกอย่างไรถ้าเจอเหตุการณ์แบบนี้ ระหว่างที่คุณขับรถตามป้ายจราจรมาตลอด จนกระทั่งคุณเจอที่จอดรถอยู่ก่อนทางเลี้ยวข้างหน้า ทันใดนั้นก็มีรถทางตรงก็เลี้ยวย้อนศรเข้ามา เสียบจอดแทนที่จะเป็นรถคุณ คุณจะคิดอย่างไร
หรือว่าเหตุการณ์นี้ละ ระหว่างที่คุณขับรถตามป้ายจราจรมาตลอด จนกระทั้งคุณคิดว่าจะเลี้ยวเพื่อจอดรถแทนคันที่ออกไป ทันใดนั้นคุณก็เลี้ยว ตามป้ายให้เลี้ยว และเขียนว่าเดินรถทางเดียว และคุณก็เจอรถที่พุ่งย้อนศรมาและเบียดรถที่ออกไป เข้าเสียบจอดแทนที่คุณ
ขอบอกไว้เลยว่าพฤติกรรมแบบนี้ นอกจากจะไร้ระเบียบแล้ว ยังไร้ซึ่งมารยาทการขับรถที่ดีอีกด้วย
เหตุเกิดที่ เซ็นทรัล ปิ่นเกล้า, เดอะมอลล์ บางแค

2006/Apr/19

แดกจังมึง (น.) หมายถึง ภายนตร์ชื่อดังเรื่องหนึ่ง มีตัวพระชื่อแม้วจุงโฮ
หน้าเหลี่ยม (น.) หมายถึง สูตรการหาพื้นที่หน้าทางคณิตศาสตร์ ซึ่ง เท่ากับ ด้านยกกำลัง2 หน้าด้านยกกำลัง2ก็ว่า
เหลี่ยมกล คนแปรชาติ (น.) หมายถึง การ์ตูนอนิเมชั่นชื่อดัง มีคู่หู2พี่น้อง เป็นตัวดำเนินเรื่อง ชิน เอลริค และ ดา เอลริค ได้รับความนิยมถึง19ล้าน รางวัล
ชิน (น.) หมายถึง ฉายาของสมุนผู้ซื่อสัตย์ต่อนายใหญ่ ,สุชิน ก็ว่า ,สภาชิน ก็ว่า
ทับซ้อน (ก.) หมายถึง การกระทำบางอย่างที่มีผลประโยชน์ร่วมกัน เช่นแปรรูป ก็ให้ญาติสนิทเข้าถือหุ้น
กติกา (น.)หมายถึง ความชอบธรรมที่อ้างโดยไม่สนจริยธรรม
กินสะบัด (ก.) หมายถึง ทุจริตมโหฬาร กินสินบนจนจับไม่ได้
ทุศีล (ว.) หมายถึงสิ่งที่คนปกติดีๆไม่พึ่งกระทำ
ทักษิณาธิปไตย (น.) หมายถึง ระบอบการปกครองแบบใหม่ใช้ในประเทศไทยที่แรก ยังไม่ถูกบรรจุในแบบเรียนวิชาสังคมศึกษา
เต่า (น.) หมายถึง พรรคการเมืองพรรคหนึ่งเป็นการอุปมาว่า อายุยืนเหมือนเต่า ความคิดเหมือนเต่า เป็นต้น
หูฉลาม (น.) หมายถึง อาหารจีนเลิศรส ราคาแพง มักใช้เป็นสัญญาณทางการเมือง เพียงสบตาก็รู้ใจ
สนธิ (น.) หมายถึง บุคคลซึ่งเป็น1ใน5แกนนำกลุ่มผู้ชุมนุม พ่อใหญ่แห่งบ้านพระอาทิตย์
คนจน (น.) หมายถึง กลุ่มคนซึ่งรัฐบาลเอาอกเอาใจ และมีมือถือกันอย่างน้อยคนละ1เครื่อง ในขณะที่บางคนยังไม่มีเงินซื้อโทรศัพท์เคลื่อนที่
โนโหวต (ก.) หมายถึง การแสดงออกของกลุ่มคนที่มีความสนใจการบ้าน การเมือง อาจจะเป็นกลางก็ได้ ,การไม่เลือกใคร
คนกรุง (น.) หมายถึง กลุ่มคนที่มีทะเบียนบ้านในกรุงเทพฯ มีลักษณะเอาใจยาก ซื้อเสียงได้ยาก นอนหลับทับสิทธิได้ง่าย ,สโคปใหญ่ของการเมือง
เจ๊ไก่ (น.) หมายถึง แม่ค้าย่านซอยละลายทรัพย์คนหนึ่ง ซึ่งมีพฤติกรรมหาญกล้า จนถูก สนธิ(ดูสนธิ) ยกย่องให้เป็นวีรสตรีแห่งสีลม
กกต. (น.) หมายถึงองค์อิสระ เข้าใจว่าย่อมาจาก สำนักงานคณะกรรมการโกงการเลือกตั้ง
ยึดทรัพย์ (ก.) หมายถึง โล่ที่ชินจะมีเอาไว้ป้องกันตัวจาก ศัตรูทุกหมู่เหล่า โดยการเอาเจ้าหน้าที่เข้าไปนำทรัพย์เข้าหลวง
เอากันหอมปากหอมคอก่อนละกันนะ